มติศาลรธน. 6 ต่อ 3 วินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นนายกฯ พร้อมครม.ทั้งคณะ ข้ออ้างเทคนิคเจรจาฟังไม่ขึ้น คลิปเจรจาอังเคิล ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง

29 ส.ค.2568 ศาลรัฐธรรมนูญนัด ชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา36 สว. ที่ขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) กรณีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สืบเนื่องจากคลิปสนทนาระหว่างนายกฯแพทองธารกับ สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา

 

 

สำหรับคดีนี้ ศาลรับคำร้องไว้วินิจฉัย และมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2568 ที่ผ่านมา รวมทั้งได้ไต่สวนนางสาวแพทองธารและนายฉัตรชัย บางชวด เลขา สมช. เมื่อวันนี้ 21 ส.ค.2568 และให้ส่งคำแถลงปิดคดีเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2568 ซึ่งการนัดวินิจฉัยและอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ เป็นไปตามระเบียบ ในเรื่องการจัดพื้นที่และติดตั้งจอโทรทัศน์เพื่อรับภาพและเสียงจากห้องพิจารณาคดีมายังพื้นที่ด้านล่าง และห้องสื่อมวลชน ขณะเดียวกันก็จะมีการถ่ายทอดคำวินิจฉัยผ่านช่องทางยูทูป สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมในเวลา 09.30 น. เพื่อแถลงคำวินิจฉัยส่วนตน ปรึกษาหารือ และลงมติ จากนั้นจะทำคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านให้คู่ความฟังในเวลา 15.00 น. ซึ่งวันนี้ผู้ร้อง พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา จะเดินทางมาฟังศาลด้วยตัวเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัย

 

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่ ตามคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา 36 คน

สำหรับคำร้องนี้สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 36 คน เข้าชื่อร้องว่า ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ตามที่เผยแพร่สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ซึ่งนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนเองจริง

แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัว โดยมีเจตนาเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวล เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุข และอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้ร้องเห็นว่านายกรัฐมนตรี แสดงออกซึ่งความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติตามหน้าที่โต้ตอบ หรือกำหนดมาตรการรวมถึงเจรจาระหว่างประเทศ ด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ

 

เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *